โดยความรู้สึกฉันว่าหนังเรื่องนี้เป็น ดรามา มากกว่าจะเป็น ดรามาคอมเมอร์ดี้
ไม่รู้ซิ! ฉันว่าจุดที่ยากที่สุดของเราทุกคน นั้นคือช่วงเวลาที่ต้องต้องเผชิญการพลัดพราก การสูญเสีย
หนังเล่าถึงเรื่องราวของชายหนุ่มที่สูญเสียครอบครัวจากเหตุการณ์ 9/11
ความสูญเสียครั้งนี้เป็นสาเหตุให้เขาปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก
จะว่าปิดกั้นก้ไม่ใช่ เขาเข้าหาโลกในแบบที่อยากให้มันเป็น
เขาได้เผอิญเจอเพื่อนเก่าและนี้เป็นจุดเปลี่ยนแปลงสำคัญของเรื่อง
เราสนุกไปกับการหาหนทางเยียวยา เราเจ็บปวดไปกับเรื่องราวการสูญเสียของเขา
ในขณะเดียวกัน เราก็ได้สัมผัส บางความรู้สึก ของเพื่อนและผู้คนรอบตัวเขาเอง
ซึ่งล้วนต่างมีปมที่ไม่อาจยอมรับ และ ปิดกั้นตัวเองเช่นกัน
หนังทำเรื่องราวเหล่านี้ออกมาได้ดีและกลมกลืน
![]()
เราทุกคนล้วนมีความทรงจำ!
บางเรื่องราวที่เจ็บปวดเราอยากที่จะต่อต้าน ผลักไส และอยากที่จะลืมมัน
บางเรื่องราวที่ทำให้เรามีความสุขเราก็อยากที่จะเรียกร้องให้มันเกิดขึ้นอีกครั้ง
เราอยาก ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้
และนี้คือจุดเปราะบางของความทรงจำ ที่ทำให้เราสับสน
ขณะที่เราต่อต้าน เราก็กลับเป็นผู้เรียกร้องในเวลาเดียวกัน
หากเราเป็นผู้ปิดกั้นในบางสิ่ง หนังเรื่องนี้ตอบเราว่า
เราเองเท่านั้นที่จะต้องหาหนทางออกนั้นด้วยตนเอง!
ฉันเป็นอีกคนที่เจ็บปวดกับความทรงจำ
หลายครั้งที่ฉันรู้สึกเหนื่อย กับการวิ่งหนีกับบางความรู้สึกที่ฉันบอกกับทุกคนว่า
ไม่เข้าใจ ทำใจไม่ได้ อย่ามายุ่งกับฉัน!
ฉันไม่เคยเลย ที่จะหยุดนิ่ง และมองความรู้สึกเหล่านี้ในแบบที่มันกำลังเป็นอยู่
จนท้ายที่สุดฉันก็ค้นพบว่า ..
ฉันไม่อาจปฎิเสธสิ่งที่มันเกิด และ ผลของแรงกระทำนั้น
นอกเสียจากต้องอยู่ร่วม ทำความเข้าใจ
และ หัดเปิด หู เปิดตาของหัวใจ สัมผัสในทุกที่กว้าง กว่าเดิม!
เราทุกคนมีอดีต และ ในบางสถานการณ์ก็พยายามผลักไส
หรือเรียกร้องในสิ่งที่ไม่อาจแก้ไข
เราอยาก ทั้งๆที่รู้ว่าเป็นไปไม่ได้
ไม่แปลกที่จะนึกเรื่องราวที่เคยไหลผ่าน แต่ก็จงอย่าทำให้
เราเผลอลืมปัจจุบันที่เราเป็นอยู่
จงเผชิญกับทุกสิ่งนั้นอย่างมีสติ รอบคอบ ทบทวนเพื่อไม่ให้เผลอเข้าสู่วังวนที่ทำร้ายตัวเราได้อีก
ฉันรู้ว่ามันไม่ง่ายนักหรอกเมื่อต้องเราได้ตกอยู่ในห้วงยามที่ยากจะทำใจ
แต่เชื่อฉันนะ
“เดี๋ยวมันก็จะผ่านไป”




ขอบคูณคะ nena ที่ส่งข่าว